หยุด! เลือกปฏิบัติ ตั้งเป้ายุติปัญหาเอดส์..ปี 2573

1 มีนาคม ที่ผ่านมา….กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จับมือภาคีเครือข่ายรณรงค์ “วันยุติการเลือกปฏิบัติ” โดยเน้นมาตรการในเชิงการปกป้องคุ้มครองสิทธิ และมาตรการสร้างความเข้าใจเรื่องการตีตราและการเลือกปฏิบัติในทุกระดับ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ในประเทศไทยภายในปี พ.ศ.2573

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 1 มีนาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์สากลเพื่อยุติการเลือกปฏิบัติ โดยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบความสำเร็จในการลดการเจ็บป่วย และการเสียชีวิตจากเอชไอวี (HIV) แต่ยังมีความท้าทายในการดำเนินงานเพื่อยุติการรังเกียจกีดกันและการเลือกปฏิบัติ ที่เกี่ยวเนื่องกับเอชไอวีและเพศภาวะ ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้มีเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์แล้ว ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าสู่ระบบบริการโดยเฉพาะในกลุ่มประชากรหลักด้วย

“กรมควบคุมโรคได้ทำการสำรวจทัศนคติความเห็นของประชาชน (DDC poll) จำนวน 3,500 คน จาก 25 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ประชาชนยังคิดว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นคนไม่ดีไม่ควรทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังคิดว่าเอดส์ไม่มีทางรักษา นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการรังเกียจและกีดกันผู้ติดเชื้อกับการอยู่ร่วมกันในสังคม มากสุดคือที่ทำงาน 88.3% รองลงมาคือครอบครัว 57% และโรงเรียน 56.1%”

อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า ประเทศ ไทย โดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ ได้ตั้งเป้าหมายลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ลดการเสียชีวิต และลดการเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวี และเพศภาวะ เพื่อยุติปัญหาเอดส์ให้ได้ภายในปี 2573 โดยกำหนดมาตรการหลักที่สำคัญ คือ

1.มาตรการในเชิงการปกป้องคุ้มครองสิทธิ ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ ดำเนินงานพัฒนาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย กฎหมาย ระเบียบ และกลยุทธ์เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลทุกรูปแบบ

2.มาตรการสร้างความเข้าใจเรื่องการตีตราและการเลือกปฏิบัติในทุกระดับของสังคม พัฒนานวัตกรรม E-learning เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจเรื่องการตีตราและลดการเลือกปฏิบัติในสถานบริการสุขภาพ บูรณาการไปกับการพัฒนาคุณภาพบริการของโรงพยาบาล ส่งเสริมให้องค์กรต่างๆ ดำเนินงานตามแนวปฏิบัติแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและบริหารจัดการด้านเอดส์ในสถานที่ทำงาน ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรภาครัฐต่างๆ สมัครเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวนทั้งสิ้น 106 องค์กร

“การทำงานของเรา ใช้แนวคิดองค์กร “ดูแล ห่วงใย ใส่ใจป้องกันเอดส์ในที่ทำงาน” โดยให้องค์กรเข้าใจ และไม่ใช้สถานะการติดเชื้อเอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการรับเข้าทำงาน รวมถึงดูแลคนในองค์กรให้ปลอดภัยจากเอดส์ และส่งเสริมให้อยู่ร่วมกันกับผู้มีเชื้อเอชไอวี” คุณหมอสุวรรณชัยบอก และว่า ประเทศไทยมีความพยายามในการลดการตีตรา และเลือกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยหน่วยงานและองค์กรที่ได้รับรางวัลในการดำเนินการยุติการกีดกันเอดส์ได้เป็นศูนย์ จะเป็นต้นแบบที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นๆ และช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ทุกคนเปิดใจยอมรับและให้โอกาสผู้มีเชื้อเอชไอวี ได้มีสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

“ผมอยากเชิญชวนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมโครงการ “สานพลังยุติการเลือกปฏิบัติ” ตามแนวคิด “Thailand Partnership for Zero Discrimination” เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติ โดยเริ่มที่ตัวเรา ด้วยแนวคิดง่ายๆ คือ เปิดใจ เข้าใจเอชไอวี เราอยู่ด้วยกันได้”

ด้าน พญ.วันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร อธิบายว่า กรุงเทพมหานครเป็น 1 ใน 26 เมืองใหญ่จากทั่วโลก ที่ได้ประกาศปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในโครงการเร่งรัดยุติปัญหาเอดส์ ในระหว่างการประชุมที่กรุงปารีส เมื่อปี 2557 โดยดำเนินการโครงการ Bangkok Partnership for Zero Discrimination มีเป้าหมายเพื่อลดการเลือกปฏิบัติในหญิงตั้งครรภ์ที่อยู่รวมกับเชื้อเอชไอวีให้เป็นศูนย์ กำหนดให้ 80% ของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลสังกัด กทม. และสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งผ่านการอบรมหรือเรียน E-learning เพื่อส่งเสริมการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติภายในปี 2563

ดร.พัชรา เบญจรัตนาภรณ์ ผอ.โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ประเทศไทย บอกว่า การตีตราและการเลือกปฏิบัติต่อผู้อยู่รวมกับเชื้อเอชไอวี ต่อประชากรกลุ่มเฉพาะ ประชากรหลัก ยังคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคมในประเทศทั่วโลกและเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการเข้าถึงการป้องกันและการรักษาทำให้ส่งผลต่อการไม่บรรลุเป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ตามที่ผู้แทนจากประเทศต่างๆ แสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน

ขณะที่ นางสุรัชวดี ไกรสร รอง ผอ.ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ บริษัท มิลล์ค่อนสตีล จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรภาคเอกชนกล่าวว่า ทางบริษัทก็ไม่ได้ใช้สถานะการติดเชื้อเอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการรับพนักงานเข้าทำงาน แม้แต่ในใบสมัครงานก็จะไม่มีช่องให้ระบุว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี ที่ผ่านมามีการประสานเจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมโรคไปเป็นวิทยากรให้ความรู้กับพนักงานเรื่องเอดส์ การป้องกันตัวเองจากเอดส์ ควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องเอดส์และเรื่องสุขภาพ และการเห็นความสำคัญของการตรวจ HIV

“แม้จะรู้ว่าพนักงานบางคนติดเชื้อเอชไอวี ก็จะไม่มีการตีตราเลือกปฏิบัติ ยังคงใช้ชีวิตในการทำงานร่วมกันได้เหมือนปกติทั่วไป โดยบริษัทมีแผนงานจะเข้าร่วมโครงการองค์กร “ดูแล ห่วงใย ใส่ใจป้องกันเอดส์ในที่ทำงาน” ในไตรมาสที่ 2 ของปี 62 นี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมตามแนวคิด “สานพลัง ยุติการเลือกปฏิบัติ” ต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อทำให้ทุกคนในสังคมไม่ว่าจะเป็นผู้ติดเชื้อหรือไม่ก็ตาม มีศักดิ์และสิทธิของความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมควรถูกกีดกันอย่างเท่าเทียมกัน.

You Might Also Like

One Reply to “หยุด! เลือกปฏิบัติ ตั้งเป้ายุติปัญหาเอดส์..ปี 2573”

Comments are closed.